วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

คำสมาส

คำสมาส

คำสมาส คือ คำที่เกิดจากการสมาสคำ การสมาสคำเป็นวิธีสร้งคำในภาษาบาลีสันสกฤต การสมาสก็คล้ายคลึงกับการประสมคำในภาษาไทย คือเป็นการนำคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมารวมเป็นคำเดียวแต่คำสมาสกับคำประสมเรียงคำต่างกัน ถ้าเป็นคำสมาส คำหลักมักอยู่ข้างหลัง คำขยายมักอยู่ข้างหน้า แต่ถ้าเป็นคำประสมคำหลักมักอยู่ข้างหน้า คำขยายมักอยู่ข้างหลัง เช่น คำประสม เมืองหลวง คำเมืองซึ่งเป็นคำหลักอยู่ต้นคำ แต่คำสมาส ราชธานี คำ ธานี ซึ่งแปลว่า เมืองอยู่ท้ายคำ คำสมาสในภาษาไทยมีผู้วางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้


1. คำที่สมาสกันต้องเป็นคำบาลี สันสกฤตเท่านั้น อาจจะเป็นบาลีสมาสกับบาลี เช่น ทิพโสต ขัตติยมานะ สันสกฤตสมาสกับสันสกฤต เช่น อักษรศาสตร์ บุรุษโทษ บาลีสมาสกับสันสกฤต เช่น วิทยาเขต วัฒนธรรม
อย่างไรก็ตาม ในภาษาไทยมีการรวมคำบาลีสันสกฤตและคำไทยเข้าด้วยกันจำนวนไม่น้อย จึงต้องถือว่าเป็นคำประสม แต่อาจจะออกเสียงต่อเนื่องกันทำนองคำสมาสได้ เช่น พลเมือง ราชวัง สรรพสินค้า ผลไม้

2. คำสมาสไม่ต้องประวิสรรชนีย์หรือมีเครื่องหมายทัณฑฆาตที่อักษรสุด ท้ายของคำหน้า เช่น ศิลปกรรม ธุรการ สัมฤทธิบัตร วารดิถี


3. คำสมาสเมื่อแปลความหมายเป็นภาษาไทยมักแปลย้อนหลังจากคำหลังไปหาคำหน้า เช่น

นิตยสาร

หมายถึง
สารที่ออกเป็นนิตย์
มรณบัตร
หมายถึง
ใบ (เอกสาร) แสดงว่าถึงแก่กรรม
สังฆทาน
หมายถึง
การให้แก่สงฆ์

อนึ่ง เมื่อนำคำมาสมาสกัน อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเสียงบ้าง เราเรียกว่า การสนธิซึ่งเป็นวิธีการเชื่อมเสียงให้กลมกลืนกัน ตามหลักภาษาบาลีสันสกฤต เช่น

ทูต+อนุทูต

เป็น
ทูตานุทูต
โภค+ไอศูรย์
เป็น
โภไคศูรย์
ราชินี+อุปถัมภ์
เป็น
ราชินูปถัมภ์
กรี+อินทร์
เป็น
กรินทร์
ศาสน+อุปถัมภก
เป็น
ศาสนูปถัมภก

ความหมายของคำสมาสมักเป็นความหมายรวมของคำที่นำมาสมาสกัน โดยที่คำที่นำมาสมาสกันนั้นจะมีความสัมพันธ์ทางความหมายต่างๆ กัน เช่น

ทิพโสต หูเพียงดังทิพย์
ขัตติยมานะ ความถือตัวว่าเป็นกษัตริย์
พุทธรัตนะ รัตนะคือพระพุทธเจ้า
อัคคีภัย ภัยจากไฟ
ราชบุตร โอรสแห่งพระราชา
วนาราม อารามในป่า
สังฆทาน การให้แก่สงฆ์
สมถวิปัสสนา สมถะและวิปัสสนา

ข้ อ สั ง เ ก ต
การแปลความหมายของคำสมาส แต่ละคำจะมีคำที่เพิ่มเข้ามา เพื่อแสดงความสัมพันธ์ทางความหมายของคำที่นำมาสมาสกัน เช่น วนาราม หมายถึง อารามในป่า คำว่า ใน ช่วยแสดงว่า วน ซึ่งหมายถึงป่าเป็นสถานที่ซึ่งอารามตั้งอยู่ คำที่เพิ่มเข้ามาเหล่านี้ได้พิมพ์ตัวหนาไว้เพื่อให้เห็นชัดเจน

คำสรรพนาม

คำสรรพนาม

คำสรรพนาม เป็นคำที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวมาแล้วเพื่อทำให้เนื้อความมีความสละสลวยยิ่งขึ้น

ชนิดของคำสรรพนาม

คำสรรพนามแบ่งได้ 6 ชนิด คือ
1. บุรุษสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึง แบ่งออกเป็น

บุรุษที่ 1ได้แก่ ฉัน ข้าพเจ้า กระผม ผม ดิฉัน เรา อาตมา ข้าพระพุทธเจ้า เป็นบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนผู้พูด
บุรุษที่ 2 ได้แก่ เธอ ท่าน คุณ ใต้เท้า พระคุณเจ้า ฝ่าพระบาท แก เป็นบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วย
บุรุษที่ 3 ได้แก่ เขา พวกเขา มัน พระองค์ เป็นบุรุษสรรพนามที่เราพูดถึงหรือผูพูดกล่าวถึง

2. ประพันธสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค ทำหน้าที่แทนคำนาม หรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า และยังทำหน้าที่เชื่อมประโยคโดยให้ประโยค 2 ประโยคมีความเชื่อมกัน ได้แก่คำว่า ผู้ ที่ ซึ่ง อัน เช่น
- บุคคลผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บริจาคเงิน 100บาท
- ผู้หญิงที่อยู่ในบ้านนั้นเป็นย่าของผม
- ไม้บรรทัดอันวางบนโต๊ะเป็นของเธอ

3. วิภาคสรรพนาม เป็นสรรพนามบอกความชี้ซ้ำที่ ใช้แทนนามหรือสรรพนาม ที่แยกออกเป็นส่วนๆ หรือเป็นคนๆ หรือพวก ได้แก่ บ้าง ต่าง กัน เช่น
- นักกีฬาต่างดีใจที่ได้ชัยชนะ
- เด็กนักเรียนบ้างก็อ่านหนังสือ บ้างก็ร้องเพลง
- พี่น้องคุยกัน

4. นิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แทนนามชี้เฉพาะเจาะจง หรือบอกความใกล้ไกล ที่เป็นระยะทางให้ผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจกัน ได้แก่คำว่า นี่ นั่น โน่น นี้ นั้น โน้น เช่น
-ี่เป็นกระเป๋าใบที่เธอให้ฉัน
- โน่นเป็นเทือกเขาถนนธงชัย
- นี่เป็นของเธอ นี้เป็นของฉัน

5. อนิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนนามบอกความไม่ชี้เฉพาะเจาะจงที่แน่นอนลงไป ได้แก่ ใคร อะไร ที่ไหน ผู้ใด บางครั้งก็เป็นคำซ้ำๆ เช่น ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ เช่น
- ใครจะไปกับคุณพ่อก็ได้
- ผู้ใดเป็นคนชั่ว เราก็ไม่ไปคบค้าสมาคมด้วย
- ไหนๆก็นอนได้

6. ปฤจฉาสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้ถามที่ใช้แทนนามที่มีเรื้อความเป็นคำถาม เช่น ใคร อะไร ผู้ใด ไหน ปฤจฉาสรรพนามต่างกับอนิยมสรรพนาม ก็คือ อนิยมสรรพนามใช้ในประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธ แต่ปฤจฉาสรรพนามใช้ในประโยคคำถาม เช่น
- ใครมาหาฉัน ?
- อะไรอยู่ใต้โต๊ะ ?
- ไหนเป็นบ้านของเธอ ?

หน้าที่ของคำสรรพนาม สรรพนามใช้แทนคำนามจึงทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำนาม ดังนี้

1. ใช้เป็นประธานของประโยค เช่น
- เขาไปกับคุณพ่อ
- ใครอยู่ที่นั่น
- ท่านไปกับผมหรือ

2. ใช้เป็นกรรมของประโยค เช่น
- แม่ดุฉัน
- เขาเอาอะไรมา
- เด็กๆกินอะไรๆก็ได้

3. เป็นผู้รับใช้ เช่น
- คุณแม่ให้ฉันไปสวน

4. เป็นส่วนสมบูรณ์หรือส่วนเติมเต็ม เช่น
- คุณเป็นใคร

5. ใช้เชื่อมประโยค เช่น
- เขาพาฉันไปบ้านที่ฉันไม่เคยไป
- เขามีความคิดซึ่งไม่เหมือนใคร
- คนี่ไปกับเธอเป็นน้องฉัน

6. ใช้ขยายนามที่ทำหน้าที่เป็นประธาน หรือกรรมของประโยค เพื่อเน้นความที่แสดงความรู้สึกของผู้พูด จะวางหลังคำนาม
- คุณครูท่านไม่พอใจที่เราไม่ตั้งใจเรียน
- ฉันแวะไปเยี่ยมคุณครูท่านมา

ข้อสังเกตการใช้คำสรรพนาม

การใช้คำสรรพนาม มีข้อสังเกตดังนี้ คือ
1. บุรุษสรรพนามบางคำจะใช้เป็นบุรุษสรรพนามบุรุษที่ 2 หรือ บุรุษที่ 3 ก็ได้
- ท่านมาหาใครครับ ( บุรุษที่ 2 )
- เธอไปกับท่านหรือเปล่า ( บุรุษที่ 3 )
- เธออยู่บ้านนะ ( บุรุษที่ 2 )

2. บุรุษสรรพนามจะต้องใช้ให้ถูกต้องตามฐานะของบุคคล วัยและเพศของบุคคล เช่น ผม ใช้กับผู้พูดเป็นชาย แสดงความสุภาพ , ข้าพระพุทธเจ้า ใช้พูดกับพระมหากษัตริย์หรือเจ้าายชั้นสูง เป็นต้น

3. คำนามอาจใช้เป็นสรรพนามได้ในการสนทนา
ปุ๋ยมาหาคุณพี่เมื่อวานนี้ ( ปุ๋ยใช้แทนผู้พูด )